N.'s profileBe a Hero of my own life...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Be a Hero of my own life.July 08 อยากดู ดู๊ ดู หนีตามกาลิเลโอชอบเรย์ ชอบต่าย ชอบเต้ย ...
สามคนนี้มาเล่นหนังด้วยกัน ไม่ดูได้งายยยย
วิวก็สวย...แถม ไปถ่ายที่สะพานเอเคอร์ บ้านเกิดของวินนี่ เดอะพูห์
เฮ้อ... คนอกหัก กะคนสอบตกงั้นเหรอ......
ไปด้วยคนสิ พลีสสสสสสสสส
( อยากหนีตาม... Kowileo มากกว่านะ อิอิ )
March 14 เฉาก๊วยเร้นรัก..รักแห่งไซอาม (1)เขียนไว้นานแล้ว..แต่เขียนไม่จบ เอามาลงไว้ก่อน .. มันต้องมีต่อแน่นอน คอยดูนะ ซาร่า...
อยู่ดีๆก็นึกสนุกอยากเขียนขึ้นมา หลังจากดูหนังรักแห่งสยามสแควร์ ของมะเดี่ยวศรี ก็ช่วงนี้เขียนเล่มทีซิสจนมึนไปหมด การรวบรวมผลงานและความคิด แล้วเขียนออกมาเป็นภาษาทางวิชาการนี่มันยากชิบหอง ไม่เหมือนเขียนอะไรเล่นๆระบายอารมณ์ อุตส่าห์ไปเรียนเขียนบทมาแล้วกะครูช่าง ชลประคัลป์ แต่ครูช่างบอกว่า อย่ามาบอกว่าเป็นลูกศิษย์ครูช่าง ถ้ายังไม่เขียนอะไรเลยซักอย่าง..หุหุ เริ่มเลยดีกว่า...
สมมุติตัวละคร ชื่อ มิว และ โต้ง (ชื่อมันโหลอ๊ะ น้องมะเดี่ยว)
ฉาก.. ร้านนมสดหน้ามอ..แถวๆตีนดอยที่ไหนสักที่ในไซอาม โต้งทำหน้าที่แว๊นซ์บอยพามิวซ้อนฮงดะดรีม คันโปรดมาเทียบหน้าร้าน ทั้งสองคนเลือกโต๊ะสุ่มมืดเนื่องจากรู้ตัวว่าสวยแพ้แสงทั้งคู่ คือคิดง่ายๆ มีแสงแล้วดูไม่ได้นั่นแล ...(สั่งข้าวขาหมู สองจาน)
โต้ง เอ่อ มิว....(โต้งพูด..พลางทำตาบ้องแบ๊ว) หลังคาบ้านมิวอะ สีอะไร มิว เอ.....เราไม่แน่ใจอะ สีเขียวมั๊ง (มาไม้ไหนฟะเนี่ย มิวคิดในใจ..) โต้ง เราว่าหลังคาบ้านมิวน่ะ สีฟ้านะ มิว ไมอะ ทำไมสีฟ้าล่ะ โต้ง มิวคิดไม่ถึงล่ะสิ ....แต่โต้งอะ “คิดถึงนะ”(ว่าแล้วก็โซ้ยข้าวขาหมูต่อเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น) มิว โต้งอะ..... (แอ๊บ หัวเราะนิดๆ แบบเขินอาย แต่ในใจพูดว่า “กุจะบ้า ฮาแสรด ข้าวเกือบพุ่งดีนะที่กลั้นอยู่ เหอๆๆ”
หลังจากปล่อยมุขเสี่ยวออกไป ด้วยความภาคภูมิใจอย่างแรงกล้า โต้งก็ตั้งหน้าตั้งตาแดร็กข้าวขาหมูโดยไม่สนใจอะไรอีก ประหนึ่งว่าพรุ่งนี้โต้งจะต้องย้ายไปอยู่กับ โรฮิงยาแล้วจาไม่มีแดร๊ก ...
(โปรดติดตามตอนต่อไปเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ) ฤา เพราะเป็นเป็ดจึงรอดตายเคยคิดว่าคนเราเก่งอะไรไม่เก่งจริงสักอย่างเหมือนเป็ดน่ะ มันไม่ดี แต่จริงๆ แล้ว.... ก่อนอื่นขอขยายความของคำว่าเป็นเป็ด แต่ก่อนเก่า คนโบราณชอบเปรียบเทียบ คนที่ทำอะไรได้หลายอย่างแต่ไม่เชี่ยวเลยสักอย่างว่าเก่งเหมือนเป็ด เหตุเพราะเป็นเป็นสัตว์ที่สามารถบินได้แต่ก็ไม่สามารถบินได้ยาวนานอย่างนก เป็ดว่ายน้ำได้แต่ก็ไม่ได้ว่ายน้ำได้ตลอดเวลาอย่างปลา แต่ยังไงก็ตามก็ยังถือว่าเป็ดน่ะ บินได้ ว่ายน้ำได้ แถมยังเดินได้อีกต่างหาก ถึงแม้ว่าเป็ดจะไม่ได้ว่ายน้ำได้อย่างปลา แต่เป็ดก็ไม่จมน้ำตายนะเออ ถึงจะไม่ได้บินได้ขนาดนก แต่ถ้ามีอันตรายก็บินหนีได้ไกลพอดู สรุปแล้วยังไงซะในสถานการณ์ที่ยากลำบากเป็ดนี่แหละที่จะสามารถเอาตัวรอดได้มากที่สุด เอาเป็นว่าถ้าไม่สามารถจะเจ๋งที่สุดในด้านในด้านหนึ่งได้ล่ะก็...เป็นเป็ดตัวใหญ่ๆ ให้ได้ก่อนก็แล้วกัน
“....เศร้า....”
เจ็บปวดหัวใจอย่างแรง ตอนดูสารคดีแผ่นดินไทย ตอนแผ่นดินวิกฤต ชาวนา ชาวสวนที่ละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปกองกันอยู่กรุงเทพฯ แผ่นดินที่ภูมิลำเนากว้างใหญ่แต่อยู่ไม่ได้ ชีวิตต้องหายใจเพื่อเงิน มากรุงเทพฯ แล้วมันดีกว่ากันตรงไหน พี่น้องชาวนาชาวสวนทั้งหลาย ภาพที่เห็นจากสารคดีคือคนไทยเรานี่ล่ะ มานั่งกองกันตรงฟุตบาท ป้ายรถเมล์ พอมีรถปิ๊กอัพวิ่งมาคันนึง ก็วิ่งกันหน้าตั้งแย่งกันขึ้นรถเพื่อให้วันนั้นได้ทำงาน ได้มีเงินกินข้าว ใครที่ไปไม่ทันก็คอตก กลับมานั่งที่เดิม กินนอนกันก็ตรงฟุตบาท เออหนอ อนาถใจ..ปัญหานี้ไม่มีทางแก้เลยเชียวหรือ นี่คือผลจากทุนนิยมหรือเปล่า รัฐบาลแต่ละสมัยที่มีมา มีไว้เพื่ออะไร ทำอะไรให้ชาวบ้านได้บ้าง ทำไมค่าแรงขั้นต่ำถึงไม่เท่ากันทั่วประเทศจะได้ไม่ต้องแห่กันไปกรุงเทพที่ค่าแรงสูงสุดทั้งที่จะได้งานหรือเปล่ายังไม่รู้ เงินที่เก็บได้ทุกบาททุกสตางค์ก็ต้องใช้ไปวันๆ เขาเลิกจ้างชีวิตก็แทบจะไม่เหลืออะไร ชีวิตที่แสนสงบสุขเดินไปหน้าบ้านก็มีผักริมรั้วลวกจิ้มน้ำพริก ในคูน้ำก็มีปลาซิวปลาสร้อย หอยขม ปูนา เอามาทำกินได้หายไปไหน มีฝรั่งคนหนึ่งแต่งงานกับคนไทย มาใช้ชีวิตอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขามาทำไร่ทำสวนทั้งๆที่เรียนมาสูงในมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศ เขาบอกว่าจริงแล้วคนไทยร่ำรวย การมีแผ่นดินมีที่ดินไว้ปลูกผักทำสวนนี่คือร่ำรวยแล้ว ใช่..นี่คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด จริงๆแล้วมนุษย์ต้องการแค่ อาหาร อากาศ น้ำดื่ม เพื่อดำรงชีวิตอยู่ ถ้าอยู่อย่างเรียบง่ายและพอเพียง ทรัพยากรเมืองไทยก็มีเหลือเฟือ เห็นแล้วก็เหนื่อยใจ คนเราทำไมมันถึงแตกต่างกันเช่นนี้ ปัญหาที่ชาวบ้านพบ ฝนแล้ง ดินเค็ม ปลูกพืชไม่ได้ ล้วนแล้วแต่มีทางแก้ แต่ทำยังไงให้คนที่รู้ทางแก้กับชาวบ้านที่มีปัญหามาเจอกัน แล้วถ้าแก้ได้ เขาจะยังอยู่ในท้องถิ่นอยู่หรือเปล่า ถ้ามันแก้ได้ให้พออยู่พอกิน ไม่อดไม่ขาด แต่..ไม่รวย นึกแล้วก็เจ็บใจที่ช่วยอะไรใครเขาไม่ได้ แต่...จะพยายามก็แล้วกัน เพื่อมนุษยชาติ สู้เว้ยยย เขียนๆๆๆและเขียน
ในขั้นตอนการเขียนเล่มทำวิทยานิพนธ์ ขั้นตอนหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าน่าเบื่อหน่ายมากกว่าขั้นตอนอื่นใดทั้งหมด คือการเขียนบท“ทบทวนวรรณกรรม” หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า “Literature reviews” อันเนื่องมาจาก การเขียนบทอื่นๆในวิทยานิพนธ์นั้นอาทิเช่น วิธีการทดลอง ผลการทดลอง หรือแม้แต่การสรุปและวิจารณ์ผลการทดลองนั้น เขียนขึ้นจากสิ่งที่ได้ปฏิบัติด้วยตนเอง เขียนจากการคิดและวิเคราะห์ด้วยตนเอง การได้คิดและเขียนสิ่งที่กลั่นออกจากมันสมองตัวเองลงไปนั้นทำให้มีความกระตือรือร้นและเขียนได้ไหลลื่นมากกว่าการอ่านและพยายามแปลทั้งหนังสือและวารสารภาษาไทยรวมถึงต่างประเทศกว่าร้อยเล่มเพื่อที่จะรวบรวม ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้อ่านมาเขียนลงในบทนี้ได้
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อได้คิดและทบทวนเป็นอย่างดีแล้วกลับพบว่า การได้อ่านมากและเห็นมากนี่ต่างหากที่เป็นบทเริ่มต้นในการเขียน โดยเฉพาะการเขียนบทความต่างๆ ที่ผู้เขียนไม่อาจปฏิบัติหรือสัมผัสด้วยตัวเองได้ในทุกเรื่อง การรวบรวมข้อมูลต่างๆที่ได้จากการอ่านและสามารถเรียบเรียงถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านเข้าใจด้วยภาษาที่สละสลวยงดงามนี่ต่างหากจึงจะเป็นการเขียนที่ดีและมีคุณค่า ฉะนั้นการเขียนวิทยานิพนธ์ในบทที่ว่าด้วยการทบทวนวรรณกรรมนี้ จึงเป็นการฝึกฝนการเขียนที่แท้จริง การรวบรวมความคิดและถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรมิใช่จะใช้ได้เพียงแต่ในงานวิทยานิพนธ์เท่านั้น แต่ใช้ได้กับการเขียนบทความในด้านอื่นๆ เช่นกัน
การอ่านมากยิ่งทำให้ความคิดยิ่งแตกแขนง โดยเฉพาะตนเองเป็นผู้ที่ฟุ้งซ่านในเรื่องต่างๆได้ง่าย บางครั้งเมื่ออ่านและจมอยู่กับตัวอักษรในหนังสือกลับพบว่ามีความคิดที่ต่อยอดออกไปได้เรื่อยๆไม่จบสิ้น บางครั้งเกิดความทึ่งกับสิ่งที่พบเห็นในหนังสือว่า เออมันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร มันเป็นเช่นนี้ได้จริงหรือ บางครั้งเกิดคำถามที่อยากจะแสวงหาคำตอบ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วมันคือวิถีทางของนักวิจัยผู้ซึ่งต้องคิด สร้างโจทย์และแสวงหาคำตอบอยู่เสมอ แม้แต่ผู้ที่ร่ำเรียนจนจบปริญญาขั้นสูงสุดและได้ชื่อว่าเป็นนักวิจัย ใช่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว ในเวลาที่ไม่เคยหยุดเดินโลกที่ไม่เคยหยุดหมุนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ชั่วขณะเวลาที่คุณหยุดพักหายใจ ก็จะมีใครสักคนที่ขยับอย่างแข็งขัน ในขณะที่กำลังชื่นชมผลงานตนเองว่ายอดเยี่ยมเสียนี่กระไร ก็ยังมีผู้ทำได้ยอดเยี่ยมกว่า การรู้จักยอมรับและพัฒนาตนเองต่างหากจึงถือเป็นความเจริญของผู้ปฏิบัติอย่างแท้จริง..
|
|
|||||
|
|